ถ้าไม่เคยรู้เรื่องเพชร จะเลือกเพชรอย่างไรดี ?

เป็นคำถามยอดฮิตที่ลูกค้าหลายท่านมีความกังวลในการเลือกซื้อเพชร หรือเครื่องประดับเพชรเป็นครั้งแรก

ใน Note ของ SIAM TIARA อันนี้ จะอธิบายหลักสำคัญในการเลือกเพชร ให้ได้สวยและตรงใจกับความต้องการค่ะ

สำหรับหลักในการเลือกเพชรที่เจียระไนแล้วตามทฤษฎี จะแนะนำให้ใช้หลัก ของ 4C’s เป็นการพิจารณาเบื้องต้น

4C’s ประกอบไปด้วย 1. Carat หรือ ขนาด/น้ำหนัก ของเพชร 2.Color หรือสีของเพชร 3. Clarity หรือ ความสะอาดของเพชร 4. Cut หรือ การเจียระไน/รูปทรงของเพชร  

Carat ขนาด/น้ำหนัก หน่วย กะรัต

กะรัต เป็นหน่วยชั่งน้ำหนักเพชร ใน1กะรัต มี 100 สตางค์ หรือ point ยกตัวอย่างเช่น ครึ่งกะรัต จะเท่ากับ 50 สตางค์ หรือ 50 points หรือเราจะอ่านว่า 0.50 กะรัต ก็ได้

ยิ่งเพชรมีขนาดใหญ่มากขึ้นเท่าไหร่ จะยิ่งหายากมากขึ้นเท่านั้น ตัวก้อนเพชรก่อนเจียระไน บางเม็ดมีขนาดใหญ่กว่าขนาดเพชรหลังจากเจียระไนเป็นรูปทรงเพชรที่เราเห็นในร้านค้ามาก เพชรใช้เวลาเป็นล้านปีในการค่อยๆเติบโต บางเม็ดใช้เวลาเป็นหมื่นปี

ขนาดเพชรมีผลมากกับราคาเพชร ยิ่งเพชรเม็ดใหญ่ ราคาต่อกะรัต จะสูงขึ้น ทำให้ราคารวมต่อเม็ดมีมูลค่าสูงไปด้วย

เพชรดิบที่ยังไม่ได้เจียระไนที่มีคุณภาพเป็นอัญมณีได้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ Cullinan diamond ที่ขุดได้จาก แอฟริกาใต้ น้ำหนัก  3106.75 กะรัต เพชรที่เจียระไนแล้วที่มีน้ำหนักมากที่สุด คือเพชรสีน้ำตาล Golden Jubilee Diamond หนัก 545.67 กะรัต

Color สี

สีของเพชร ตามหลักของสถาบันอัญมณีสำคัญๆของโลกหลายแห่งจะยึดเอาตัวอักษร เรียงจาก D ไปจนถึงตัว Z สำหรับเพชรสีขาวใสที่สุด grade ของสีจะเป็น ตัว D ให้ความหมายว่า Colorless หรือไร้สี เมื่อเพชรที่มีการปนของสีเหลืองมากขึ้นก็จะได้ เกรด ที่ลดหลั่นกันลงไป

ตาม หลักของสถาบันอัญมณีชื่อดังของโลก GIA (Gemological Institution of America)ในการเกรดสีของเพชรนั้นจะแบ่งเป็น

GIAColorScale_2014_636x200_1355960805101

 

Credit: www.gia.edu

ยิ่งเพชรไร้สีมากเท่าไหร่ ยิ่งหายาก และมีมูลค่าสูง หากเพชรมีสีเหลืองชัด หรือเป็นสีอื่นๆ ที่เข้มกว่าตารางเกรดสีเพชร เพชรเหล่านั้นจะถูกจัดไปอยู่อีกหมวดหนึ่งที่เรียกว่า เพชรสี color diamond ซึ่งเพชรสี ที่มีสีจัดมากๆ หรือเพชรที่มีสีบางสีอย่างสีแดง น้ำเงิน ส้ม จะยิ่งหายากมากกว่าเพชรแบบสีใส ไร้สีอย่างมาก ราคาของเพชรสี ก็จะมีราคาที่สูงกว่าขึ้นไปอีก

Clarity ความสะอาด

เพชร ยิ่งสะอาดมากยิ่งหายาก เพชรการที่เพชรจะก่อตัวเติบโตขึ้นนั้นใช้เวลานานมากแล้วในทุกขณะที่เติบโต เพชรที่สะอาดมากๆจะต้องโตขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่ไม่มีสิ่งใดเจือปน การเติบโตต้องเป็นไปอย่างสมบูรณ์

สำหรับการเกรดเพชรตามความสะอาดนั้น GIA clarity grading system จะตรวจเพชรด้วยกล้อง 10x หรือกล้องขยาย10เท่า

GIAClarityScale_2014_636x200_1355960795381

 

Credit: www.gia.edu

เพชรที่ได้เกรด Flawless เพชรที่สะอาดที่สุดทั้งด้านในและด้านนอกโดยที่มองด้วยกล้องขยายขนาด 10 เท่าแล้วยังไม่สามารถมองเห็นได้ Internal Flawless คือเพชรที่ด้านในสะอาดมากโดยที่มองด้วยกล้องขยายขนาด 10 เท่าแล้วยังไม่สามารถมองเห็นได้ และเกรดอื่นๆหมายถึงว่าความสะอาดของเพชรจะเริ่มน้อยลง จากความยากง่ายในการมองเห็นได้ด้วยกล้องขยาย 10เท่า

จำนวน ขนาด และชนิด ของสิ่งที่อยู่ในเพชรที่ทำให้ความสะอาดลดลง มีผลต่อเกรดของเพชร ซึ่งหากมีสิ่งเจอปนเยอะมากๆเช่น เพชรที่ได้ เกรด I (Included) จะมีผลต่อความใส ความขาว และแสงความระยิบระยับของเพชร

Cut รูปทรง เหลี่ยมการเจียระไน สัดส่วน

คำว่า Cut ในการเกรดเพชรนั้น ให้ความหมายหลายอย่าง อย่างแรกคือการพูดถึง ทรงของเพชร ทรงที่เราคุ้นเคยและรู้จักดีคือ ทรงกลม Round brilliant cut ส่วนทรงอื่นๆที่เพชรได้มีการถูกเจียระไนนั้นก็ได้แก่ ทรงไข่ Oval ทรงมาร์คีส์ Marquise ทรงหัวใจ Heart ทรงหยดน้ำ Pear ทรงสี่เหลี่ยมมีหลายแบบเช่น Princess cut Emerald cut เป็นต้น แต่ละรูปทรงของเพชรมีเสน่ห์แตกต่างกัน แต่ที่แพร่หลายที่สุดคือทรงกลม

ในอีกความหมายของ Cut นั้นคือ การกล่าวถึงการเจียระไนเพชร เหลี่ยมของเพชร หากเพชรมีการเจียระไนที่สมบูรณ์แบบ ประกายของเพชรจะสามารถออกมาได้มากที่สุด มีความระยิบระยับมาก ซึ่งหากเราต้องการเพชรที่มีประกายที่ดีเราจะดูแค่เหลี่ยมของเพชรอย่างเดียวไม่ได้ สัดส่วนของเพชรเป็นอีกส่วนที่สำคัญต่อการกระจายแสงของเพชรเช่นกัน หากเพชรมีสัดส่วนที่หนาจนเกินไป เพชรจะมีประกายแต่ดูมืด และดูเล็กกว่าที่ควรเป็น หากเพชรนั้นบางจนเกินไป แสงที่ตกกระทบในเพชรจะทะลุออกทำให้ลดความระยิบระยับของเพชรลงไป

เพชรที่ Cut ดี ต้องมี การเจียรเหลี่ยมที่ถูกต้อง สัดส่วนที่ดี สมส่วน เพื่อ ประกายของเพชร การส่องสว่าง ความระยิบระยับ จะสามารถออกมาได้มากที่สุด